เรคยาวิกถือเป็นศูนย์กลางทางด้านการค้า เศรษฐกิจ และการปกครองของไอซ์แลนด์

Reykjavik-Iceland
เรคยาวิก ( Reykjavík ) เป็นเมืองหลวงของประเทศไอซ์แลนด์ และเป็นเมืองหลวงที่ตั้งอยู่ใกล้กับขั้วโลกเหนือมากที่สุด โดยตั้งอยู่ไม่ไกลจากเส้นอาร์กติก เซอร์เคิลมากนัก ทำเลที่ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศไอซ์แลนด์ ด้านมุมล่างของอ่าว Faxaflói ซึ่ง Ingolfur Arnarson ชาวนอร์ดิค เป็นผู้อพยพคนแรกที่มาตั้งรกรากที่เรคยาวิกในปี พ.ศ. 1413 เมื่อเรคยาวิกกลายเป็นเมืองที่เป็นศูนย์กลางทางการค้าและธุรกิจการประมง จึงได้มีการก่อตั้งให้เป็นเมืองหลวงในปี พ.ศ. 2329 ปัจจุบันเขตเมืองมีประชากรประมาณ 120,000 คน ประกอบด้วย 7 เทศบาลนครซึ่งรวมเทศบาลนครเรคยาวิกด้วย เมืองเรคยาวิก ซึ่งได้รับสมญานามว่า อ่าวแห่งควัน เนื่องจากมีควันไอน้ำพวยพุ่งขึ้นมาจากบ่อน้ำร้อนตลอดเวลา อันเป็นผลมาจากความร้อนของภูเขาไฟใต้ท้องทะเล นอกจากนี้เมืองเรคยาวิกยั้งมีตำนานไวกิ้งโบราณ ซึ่งมีหลักฐานแสดงว่าได้เข้ามาปกครองดินแดนแถบนี้มาก่อน

ตามประวัติศาสตร์แล้ว เรคยาวิกไม่ได้มีอะไรโดดเด่นมากมายเท่ากับเมืองอื่นในยุโรปนัก เป็นเพียงเมืองบนเกาะกลางทะเลที่อยู่ด้วยการทำฟาร์ม การประมง และค้าขาย แต่ในศตวรรษที่ 18 ก็เริ่มมีเหตุการณ์สำคัญมากขึ้น หลังจากกษัตริย์แห่งเดนมาร์ก (ที่ปกครองไอซ์แลนด์อยู่ในเวลานั้น) ได้มีความคิดที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมภายในไอซ์แลนด์ เรคยาวิกจึงเริ่มพัฒนาในช่วงเวลานั้นเริ่มมีการทำงานฝีมือที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการทำเหมืองแร่กำมะถันหลังจากเดนมาร์กได้ยกเลิกการผูกขาดซื้อขายกับไอซ์แลนด์ ในปี 1786 ได้ถือเป็นปีการก่อตั้งเรคยาวิก

แม้ว่าที่นี่จะเป็นหนึ่งในจุดที่หนาวที่สุดของยุโรป แต่ก็เต็มไปด้วยบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติ การได้แช่ในบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติท่ามกลางความหนาวเย็นยะเยือกเป็นสิ่งที่ทุกคนถวิลหาในหน้าหนาว เรคยาวิกถือเป็นศูนย์กลางทางด้านการค้า เศรษฐกิจ และการปกครองของไอซ์แลนด์ เป็นเมืองที่สะอาด มีมาตรฐานการครองชีพสูง การบริหารดีเยี่ยม และปลอดภัยติดอันดับโลก ในเรคยาวิกเต็มไปด้วยร้านกาแฟแสนสะดวกสบาย ร้านอาหารคุณภาพเยี่ยม พิพิธภัณฑ์ ดนตรี ศิลปะ และบ่อน้ำพุร้อนจากพลังงานความร้อนใต้พิภพที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกได้มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประวัติศาสตร์ของชาวไวกิ้ง ถือเป็นเสน่ห์ของเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งที่ถึงแม้จะดูบริสุทธิ์แต่ก็มีความร้ายกาจซ่อนอยู่มากมาย โดยเฉพาะธรรมชาติของที่นี่ที่ราวกับมีชีวิต และพร้อมจะจู่โจมตลอดเวลา ทั้งแนวภูเขาไฟตรงเส้นขอบฟ้า ภูเขาหิมะ มหาสมุทรสุดมุมเมือง และอากาศบริสุทธิ์ที่เย็นจัด

ผลงานด้านเศรษฐกิจที่ทำให้ไอร์แลนด์ได้รับการขนานนามว่าเป็นเสือเศรษฐกิจ

29

ไอร์แลนด์เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีประธานาธิบดีเป็นประมุข โดยได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ปฏิบัติหน้าที่ทางด้านพิธีการ แต่งตั้งรัฐบาล บัญญัติกฎหมายซึ่งเสนอโดยรัฐสภา มีอำนาจในการยุบสภา และมีวาระการดำรงตำแหน่ง 7 ปี ประธานาธิบดีสามารถดำรงตำแหน่งได้สูงสุดเพียงสองสมัย ปัจจุบัน คือ นางแมรี่ แมคอัลลิส  ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่สอง หัวหน้ารัฐบาลคือนายกรัฐมนตรี มีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี ปัจจุบัน นายไบรอัน โคเวน ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี ก่อนจะมีการเลือกทั่วไปในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554 และจัดตั้งรัฐบาลใหม่

ไอร์แลนด์มีพรรคการเมืองสำคัญสองพรรคเป็นคู่แข่งในทางการเมือง ได้แก่ พรรคเฟียนา ฟอยล์และพรรคฟินา เกล (Fine Gael) มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2551 ซึ่งพรรคเฟียนา ฟอยล์ ภายใต้การนำของนายไบรอัน โคเวน ได้รับชัยชนะและเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคกรีน ผลงานที่สำคัญของรัฐบาลของนายไบรอัน โคเวนคือการผลักดันการลงประชามติในสนธิสัญญาลิสบอน จนได้รับชัยชนะทั้งนี้ พรรคเฟียนา ฟอยล์อยู่ในอำนาจมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2540 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคเฟียนา ฟอยล์ ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเนื่องจากคะแนนนิยมจากผลงานด้านเศรษฐกิจที่ทำให้ไอร์แลนด์ได้รับการขนานนามว่าเป็นเสือเศรษฐกิจ อีกทั้งความพยายามในแผนสันติภาพไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งเป็นปัญหาทางการเมืองที่ยืดเยื้อมานาน

อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ปี 2551ไอร์แลนด์เผชิญกับวิกฤตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง จนต้องยอมรับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศและสหภาพยุโรปกว่า 85 พันล้านยูโร ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5.8 ต่อปี สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนอย่างมากที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศได้ ทำให้รัฐบาลผสมของนายกรัฐมนตรีไบรอัน โคเวน ที่เคยมีเสถียรภาพต้องเผชิญกับแรงกดดันทางการเมือง คะแนนนิยมตกต่ำ และนำไปสู่วิกฤตการณ์ทางการเมืองในช่วงเดือนมกราคม 2554 โดยมีกระแสเรียกร้องอย่างหนักให้นายกรัฐมนตรี ไบรอัน โคเวน ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเฟียนา ฟอยล์ และตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีรัฐมนตรีในรัฐบาลหลายคนประกาศลาออก ซึ่งรวมถึงนายไมเคิล มาร์ติน (Micheál Martin) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 นายกรัฐมนตรีไบรอัน โคเวน ที่ควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หลังจากที่นายไมเคิล มาร์ตินลาออก ประกาศยุบสภา และจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554 คาดว่าพรรคฟินา เกล พรรคฝ่ายค้านในปัจจุบัน จะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลผสมกับพรรคแรงงาน

เกาะไอซ์แลนด์ เป็นดินแดนที่คุกรุ่นด้วยความร้อนใต้พิภพและภูเขาไฟ

ไอซ์แลนด์ เป็นประเทศในทวีปยุโรป ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือระหว่างกรีนแลนด์ นอร์เวย์ และสหราชอาณาจักร โดยอยู่ใต้เส้นอาร์กติกเซอร์เคิลอันเป็นจุดเหนือสุดที่มีโอกาสไม่เห็นพระอาทิตย์ขึ้น ไอซ์แลนด์เป็นเกาะที่มีพื้นที่มากที่สุดเป็นอันดับสองของยุโรป รองจากเกาะบริเตนใหญ่ เมืองหลวงของไอซ์แลนด์คือเรคยาวิก (Reykjavik) จัดว่าเป็นเมืองหลวงที่อยู่ใกล้ขั้วโลกเหนือที่สุด ด้วยที่ตั้งห่างไกลจากประเทศอื่นๆ สภาพภูมิประเทศอันเป็นที่สูง คุกรุ่นด้วยความร้อนใต้พิภพและภูเขาไฟ ขณะเดียวกันก็มากมายด้วยธารน้ำแข็งและภูเขาน้ำแข็ง แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว อีกทั้งยังมีสภาพภูมิอากาศหนาวเหน็บแทบทั้งปี ไอซ์แลนด์จึงมีประชากรอาศัยอยู่ไม่มากนักเมื่อเทียบกับพื้นที่แล้ว ถือว่ามีประชากรเบาบาง ทว่าก็เป็นประเทศที่ได้รับการจัดอันดับว่ามีการพัฒนาสูงระดับต้นๆของโลก

เมืองของเรคจาวิค (Reykjavik) เป็นเมืองหลวงของประเทศไอซ์แลนด์ และเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางเหนือสุดของโลก ปกครองโดยสภาเมืองที่ถูกเลือกโดยประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปและเป็นผู้ที่มีทะเบียนบ้านอยู่ในเมือง สภาเมืองมีสมาชิก15 คนที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามา 4 ปีครั้ง คณะทำงานที่สำคัญที่สุดของเมือง มีอำนาจบริหารร่วมกับผู้ว่าเมือง ผู้ว่าเมืองเป็นผู้มีตำแหน่งสูงสุดทั้งในตำแหน่งและหน้าที่การงานของเมือง ผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้ว่าก็จะทำการดูแลความเรียบร้อยภายใต้ผู้ว่า และถือว่าเป็นประเทศที่น่าไปเที่ยว ด้วยภูมิประเทศเฉพาะตัวของไอซ์แลนด์ที่มีธรรมชาติอันงดงามเต็มไปด้วยธารน้ำแข็ง ภูเขาน้ำแข็ง น้ำพุร้อน และภูเขาไฟ รวมถึงไอซ์แลนด์ยังมีอากาศที่ดีบริสุทธิ์ที่หนึ่งในโลก และมีความงดงามของธรรมชาติอันน่าอัศจรรย์ที่คุ้มค่าแก่การมาเที่ยวชม

ไอซ์แลนด์มีระดับมาตรฐานการครองชีพที่นับว่าสูงที่สุดประเทศหนึ่งในโลก แหล่งรายได้ที่สำคัญของไอซ์แลนด์ คือ การประมงซึ่งทำรายได้เข้าประเทศถึง 2 ใน 3 จากรายได้ที่ได้รับจากการส่งออกทั้งหมด โดยประเทศที่เป็นเป้าหมายส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ สหราชอาณาจักร เยอรมนี สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นและเดนมาร์ก และประเทศที่นำเข้าสินค้าจากไอซ์แลนด์ที่สำคัญ อาทิ เยอรมนี นอร์เวย์ สหราชอาณาจักร เดนมาร์ก เป็นต้น ระบบเศรษฐกิจของไอซ์แลนด์จึงขึ้นอยู่กับการค้าระหว่างประเทศเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงราคาของการซื้อขายปลาระหว่างประเทศ นอกจากนี้ไอซ์แลนด์มีนโยบายสนับสนุนการส่งออกกระแสไฟฟ้าพลังน้ำและที่ได้รับความร้อนจากใต้ดินซึ่งคาดว่าในอนาคตจะเป็นแหล่งที่มาของรายได้เข้าประเทศที่สำคัญอีกสาขาหนึ่ง

ไอซ์แลนด์โดดเด่นและมีความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ด้านความงามทางธรรมชาติและไร้ซึ่งมลพิษ

11

ไอซ์แลนด์ วางตัวคร่อม อยู่ระหว่างแอตแลนติกกลาง และมหาสมุทรกลาง ของโลกเป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่มากที่สุด ในน่านน้ำกลาง ไอซ์แลนด์ถูกพัฒนามา ที่ตั้งเกาะยุโรปทางตอนเหนือของแอตแลนติก ประมาณ 3 ชม.ตามแนวสันเขาของแอตแลนติกกลาง เนื่องจากเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ ระหว่างสันเขาใต้น้ำ จากตะวันตกเฉียงใต้และสันเขา Kolbeinsey สู่ทางเหนือ และได้ถูกพัฒนามาตั้งแต่ 20-25 ล้านปีที่แล้วและหลอมรวมเป็น พื้นที่แผ่นดินใหญ่หลังจากการเกิดการประทุ ของภูเขาไฟในไอซ์แลนด์ ไอซ์แลนด์เกิดการปะทุของภูเขาไฟมากมายหลายครั้ง จนเกิดกลายเป็นเขตภูมิภาค บนโลกเราใบนี้ และพื้นที่ก็ค่อยๆขยาย เพราะเกิดการแตกและการงอกของเปลือกโลก ผ่านภูเขาไฟ ในเขตของภูเขาไฟ ซึ่งในแง่ของกรอบโครงสร้างของที่ราบทำใหเกิดอาณาเขตระหว่างที่ราบยูโรเชี่ยนและที่ราบทางอเมริกาเหนือ กล่าวถึงทางตะวันตกของไอซ์แลนด์จะเป็นเขตของภูเขาไฟ ซึ่งจะตั้งอยู่ในที่ราบสูงของอเมริกาเหนือ และที่ราบสูงของยูโรเชียน ด้วยหินที่เก่าแก่ที่สุด ทางตะวันตกเฉียงเหนือและ ทางตะวันออกของไอซ์แลนด์

หากจะพูดให้ซับซ้อนขึ้นรูปของหิน จะคล้ายๆกับหินในยุคของ ทางตะวันตกของไอซ์แลนด์ และศูนย์กลาง ของทางเหนือของไอซ์แลนด์ เนื่องจากการเคลื่อนตัวของจุดความร้อนและเขตภูเขาไฟ อัตราการแผ่ขยายสามารถคำนวณได้เท่ากับ 1 เซนติเมตรห่างออกไป ทางด้านอากาศของที่นี่นั้นโดยปกติแล้วอากาศเปลี่ยนแปลงค่อนข้างบ่อย ภูมิอากาศแบบเบาบางมีต้นกำเนิด จากกระแสน้ำอุ่นกัลฟฺสตรีมในอ่าวเม็กซิโกในปัจจุบัน และอากาศยังได้รับผลกระทบจากขั้วโลก ทางตะวันออกของกรีนแลนด์ที่ปัจจุบันโค้งเข้าหาทางตะวันออกเฉียงใต้ล้อมรอบชายฝั่งทางเหนือ และทางตะวันออก ที่ไอซ์แลนด์คุณจะพบทุกอย่างที่คุณต้องการในวันพักผ่อนของคุณ มีทั้งสิ่งดึงดูดใจมากมายและความทรงจำที่สวยงาม โรงแรม สิ่งอำนวยการสะดวกด้านงานประชุม การบริการและความสะดวกสบายที่คุณจะพบได้ดีเท่าๆกับประเทศทางยุโรปตะวันตก รวมถึงบาร์และภัตราคารที่ยอดเยี่ยมมากมายในเมือง Reykjavik อะไรที่ทำให้ไอซ์แลนด์โดดเด่นและมีความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ด้านความงามทางธรรมชาติและไร้ซึ่งมลพิษ ทิวทัศน์ของภูเขาไฟและธารน้ำแข็งอันสวยงามและมีความเป็นเอกลักษณ์ รวมทั้งที่เที่ยวที่น่าสนใจมากมายรอให้นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือน

อุตสาหกรรมในไอร์แลนด์ มีการขยายตัว

เศรษฐกิจไอร์แลนด์มีอัตราการเจริญเติบโตระหว่างปี 2538 – 2543 โดยมีอัตราเฉลี่ยร้อยละ 9 ซึ่งนับว่าสูงที่สุดในกลุ่ม OECD ทั้งนี้ เศรษฐกิจไอร์แลนด์มีลักษณะพึ่งพาจากภายนอกสูง โดยผลผลิตภายในประเทศร้อยละ 80 เป็นการผลิตเพื่อการส่งออก ในช่วง 25 ปี ที่ผ่านมา สหรัฐฯ เป็นผู้ลงทุนรายสำคัญในไอร์แลนด์ โดยทำให้อุตสาหกรรมในไอร์แลนด์ มีการขยายตัว มีการถ่ายโอนเทคโนโลยีทันสมัย เพิ่มพูนขีดความสามารถในการแข่งขัน และการขยายตัวของการจ้างงานในไอร์แลนด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เทคโนโลยีขั้นสูง อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เวชภัณฑ์ และยารักษาโรค นอกจากนั้น สหรัฐฯ เป็นผู้ลงทุนรายสำคัญในภาคธุรกิจบริการในไอร์แลนด์ อาทิ การค้าปลีก การธนาคาร การเงิน

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับไอร์แลนด์ ไทยและไอร์แลนด์ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางกงสุลเมื่อปี 2509 ต่อมา สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2518 ไทยแต่งตั้งเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน เป็นเอกอัครราชทูตประจำไอร์แลนด์ และไอร์แลนด์ได้แต่งตั้งเอกอัครราชทูต ประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์เป็นเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย
กงสุลกิตติมศักดิ์ไอร์แลนด์ประจำประเทศไทย คือ นาย Peter Gary Biesty ส่วนกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำกรุงดับลิน คือ นาย Patrick Joseph Dineen

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย-ไอร์แลนด์ ไอร์แลนด์เป็นคู่ค้าอันดับ 38 ของไทย และเป็นคู่ค้าอันดับ 9 ของไทยจากสหภาพยุโรป การค้าสองฝ่ายระหว่างไทยกับไอร์แลนด์ ในช่วงปี 2544-2546 การค้ารวมมีมูลค่าเฉลี่ยปีละ 413.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สิินค้าไทยที่ส่งออกไปไอร์แลนด์ที่สำคัญ ได้แก่เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ แผงสวิทซ์และแผงควบคุมไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ไก่แปรรูป วงจรพิมพ์ ยางพารา รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน และเสื้อผ้าสำเร็จรูป เป็นต้น

สินค้าที่ไทยนำเข้าจากไอร์แลนด์ที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และ ส่วนประกอบ ดินสอ ปากกา หมึกพิมพ์และอุปกรณ์เกี่ยวกับการพิมพ์ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม ธัญพืชและธัญพืชสำเร็จรูป แผงวงจรไฟฟ้า สบู่ ผงซักฟอกและเครื่องสำอาง เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ผักผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผักผลไม้ เป็นต้น ทั้งนี้ มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับไอร์แลนด์คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2.23 ของการค้าไทยกับโลก และไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า ไทยและไอร์แลนด์ได้จัดทำความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางการค้าระหว่างหอการค้า ไอร์แลนด์กับหอการค้าแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2545 และได้จัดตั้งสำนักงานหอการค้าเอเชียไอร์แลนด์ (Asia – Ireland Chamber of Commerce: AICC) ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2545 ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกัน

การลงทุนจากไอร์แลนด์ในไทยยังมีปริมาณน้อย โครงการลงทุนจากไอร์แลนด์ที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมฯ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในสาขาบริการและสาธารณูปโภค โดยเป็นโครงการผลิตพลังงานไฟฟ้า กิจการขนส่งทางน้ำและกิจการสร้างภาพยนตร์ เกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตร บริษัทสำคัญจากไอร์แลนด์ที่ได้เข้ามาลงทุนในไทยแล้ว ที่สำคัญคือ กลุ่ม Kerry ซึ่งเป็นผู้ผลิต อาหารรายใหญ่ของยุโรป Kerry มีธุรกิจใน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ธุรกิจการเกษตร อาหาร เครื่องปรุงและรสสังเคราะห์ Kerry ได้ก่อตั้งโรงงานในไทยที่นิคมอุตสาหกรรมบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อปี 2545 เพื่อผลิตเครื่องปรุงให้แก่โรงงานของบริษัทฟริโต เลย์ และบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ นอกจากนี้ ยังจัดตั้งศูนย์วิจัยด้านเครื่องปรุงรสในไทยด้วย นอกจากนี้ กลุ่ม Kerry ยังนำเข้าไก่จากไทยประมาณ 3,200 ตัน ต่อปี และนำเข้ามันสำปะหลังและกลูโคสจากไทยปีละ 5,000 และ 3,000 ตันต่อปี ตามลำดับ