อุตสาหกรรมในไอร์แลนด์ มีการขยายตัว

เศรษฐกิจไอร์แลนด์มีอัตราการเจริญเติบโตระหว่างปี 2538 – 2543 โดยมีอัตราเฉลี่ยร้อยละ 9 ซึ่งนับว่าสูงที่สุดในกลุ่ม OECD ทั้งนี้ เศรษฐกิจไอร์แลนด์มีลักษณะพึ่งพาจากภายนอกสูง โดยผลผลิตภายในประเทศร้อยละ 80 เป็นการผลิตเพื่อการส่งออก ในช่วง 25 ปี ที่ผ่านมา สหรัฐฯ เป็นผู้ลงทุนรายสำคัญในไอร์แลนด์ โดยทำให้อุตสาหกรรมในไอร์แลนด์ มีการขยายตัว มีการถ่ายโอนเทคโนโลยีทันสมัย เพิ่มพูนขีดความสามารถในการแข่งขัน และการขยายตัวของการจ้างงานในไอร์แลนด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เทคโนโลยีขั้นสูง อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เวชภัณฑ์ และยารักษาโรค นอกจากนั้น สหรัฐฯ เป็นผู้ลงทุนรายสำคัญในภาคธุรกิจบริการในไอร์แลนด์ อาทิ การค้าปลีก การธนาคาร การเงิน

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับไอร์แลนด์ ไทยและไอร์แลนด์ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางกงสุลเมื่อปี 2509 ต่อมา สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2518 ไทยแต่งตั้งเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน เป็นเอกอัครราชทูตประจำไอร์แลนด์ และไอร์แลนด์ได้แต่งตั้งเอกอัครราชทูต ประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์เป็นเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย
กงสุลกิตติมศักดิ์ไอร์แลนด์ประจำประเทศไทย คือ นาย Peter Gary Biesty ส่วนกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำกรุงดับลิน คือ นาย Patrick Joseph Dineen

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย-ไอร์แลนด์ ไอร์แลนด์เป็นคู่ค้าอันดับ 38 ของไทย และเป็นคู่ค้าอันดับ 9 ของไทยจากสหภาพยุโรป การค้าสองฝ่ายระหว่างไทยกับไอร์แลนด์ ในช่วงปี 2544-2546 การค้ารวมมีมูลค่าเฉลี่ยปีละ 413.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สิินค้าไทยที่ส่งออกไปไอร์แลนด์ที่สำคัญ ได้แก่เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ แผงสวิทซ์และแผงควบคุมไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ไก่แปรรูป วงจรพิมพ์ ยางพารา รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน และเสื้อผ้าสำเร็จรูป เป็นต้น

สินค้าที่ไทยนำเข้าจากไอร์แลนด์ที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และ ส่วนประกอบ ดินสอ ปากกา หมึกพิมพ์และอุปกรณ์เกี่ยวกับการพิมพ์ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม ธัญพืชและธัญพืชสำเร็จรูป แผงวงจรไฟฟ้า สบู่ ผงซักฟอกและเครื่องสำอาง เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ผักผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผักผลไม้ เป็นต้น ทั้งนี้ มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับไอร์แลนด์คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2.23 ของการค้าไทยกับโลก และไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า ไทยและไอร์แลนด์ได้จัดทำความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางการค้าระหว่างหอการค้า ไอร์แลนด์กับหอการค้าแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2545 และได้จัดตั้งสำนักงานหอการค้าเอเชียไอร์แลนด์ (Asia – Ireland Chamber of Commerce: AICC) ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2545 ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกัน

การลงทุนจากไอร์แลนด์ในไทยยังมีปริมาณน้อย โครงการลงทุนจากไอร์แลนด์ที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมฯ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในสาขาบริการและสาธารณูปโภค โดยเป็นโครงการผลิตพลังงานไฟฟ้า กิจการขนส่งทางน้ำและกิจการสร้างภาพยนตร์ เกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตร บริษัทสำคัญจากไอร์แลนด์ที่ได้เข้ามาลงทุนในไทยแล้ว ที่สำคัญคือ กลุ่ม Kerry ซึ่งเป็นผู้ผลิต อาหารรายใหญ่ของยุโรป Kerry มีธุรกิจใน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ธุรกิจการเกษตร อาหาร เครื่องปรุงและรสสังเคราะห์ Kerry ได้ก่อตั้งโรงงานในไทยที่นิคมอุตสาหกรรมบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อปี 2545 เพื่อผลิตเครื่องปรุงให้แก่โรงงานของบริษัทฟริโต เลย์ และบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ นอกจากนี้ ยังจัดตั้งศูนย์วิจัยด้านเครื่องปรุงรสในไทยด้วย นอกจากนี้ กลุ่ม Kerry ยังนำเข้าไก่จากไทยประมาณ 3,200 ตัน ต่อปี และนำเข้ามันสำปะหลังและกลูโคสจากไทยปีละ 5,000 และ 3,000 ตันต่อปี ตามลำดับ

ปัญหาการบุกรุกป่าเพื่อทำกินและเป็นที่อยู่อาศัย

ประเทศไทยมีจำนวนการเพิ่มขึ้นของประชากรค่อนข้างสูง

สิ่งที่เป้นผลตามาคือความต้องการหาที่ทำกินและที่อยู่อาศัยก้เพิ่มากขึ้นตามไปด้วย จากจำนวนประชากรที่มีเพิ่มมากขึ้นนี้เมื่อถึงวัยทำงานแล้วจะมีทางออกอยู่ 3 ทางในการทำมาหากิน คือ  ทำเกษตรกรรม ทำงานรับจ้าง ทำงานด้านบริการ หากไม่สามารถหาทางออกในการเลี้ยงชีพได้ก็เป้นผู้ที่ว่างงานไป สำหรับประเทศไทยพื้นฐานเดิมประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ฉะนั้นทางเลือกแรกของประชากรส่วนใหญ่มักจะเลือกอาชีพเกษตรกรรม แต่ก็ไม่อาจจะเป็นเกษตรกรได้ทั้งหมดเพราะจำกัดในเรื่องพื้นที่ทำกินมีจำกัด

ประชากรส่วนที่เหลือจากเกษตรจึงโยกย้ายไปทำงานรับจ้างซึ่งส่วนมากอยู่ในภาคอุตสาหกรรมและอีกส่วนหนึ่งก็หันไปทำงานด้านบริการ สำหรับงานรับจ้างและงานบริการนั้นใช้พื้นที่ในการทำงานน้อยแต่ภาคเกษตรกรรมมีความจำเป็นในการใช้พื้นที่เพื่อการเพาะปลูกค่อนข้างมาก ดังนั้นเมื่อประชากรเพิ่มมากขึ้นและสว่นหนึ่งก็เลือกประกอบอาชีพเกษตรกร พื้นที่ต้องการใช้การเพาะปลูกก็ต้อการเพิ่มมากขึ้นจึงเกิดการแสวงหาที่ทำกินใหม่ในอีดตที่ใดรกร้างว่างเปล่าราษฎรก้สามารถเข้าไปบุกเบิกจับจองใช้เพาะปลูกได้อย่างอิสระ ปัจจุบันพื้นที่ว่างเปล่าแทบจtไม่มีเหลือ ยกเว้นที่สาธารณะ เช่น ป่าสงวนแห่งชาติ เป็นต้น

การพบปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อปลูกยางพารา อยู่อาศัยและอื่นๆ

ทำให้พื้นที่ป่าไม้ลดลง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อระบบนิเวศ การบุกรุกพื้นที่ป่ามักเกิดขึ้นบริเวณขอบของพื้นที่ป่าตามกฎหมาย ควรเร่งอนุรักษ์ฟื้นฟูและเพิ่มพื้นที่ป่าผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชน นอกจากนี้ยังมีปัญหาสัดส่วนพื้นที่ป่าต่อพื้นที่ลุ่มน้ำต่ำในบางลุ่มน้ำสาขาต่ำมาก พื้นที่เป็นที่ราบมีการใช้พื้นที่เพื่อทำเกษตรกรรมและการเลี้ยงกุ้ง ซึ่งจะเปิดพื้นที่ป่าชายเลนหรือป่าพรุ เพื่อการเลี้ยงกุ้ง และการใช้พื้นที่เพื่อเกษตรกรรม ที่อยู่อาศัย และการปลูกยางพารา การเลี้ยงกุ้ง ควรเร่งเพิ่มพื้นที่ป่าซึ่งอาจเป็นลักษณะสวนป่า หรือไม้ยืนต้น

ปัญหาการทำลายป่าโดยการทำไร่เลื่อนลอยของชาวเขา ปัญหาเรื่องไฟป่า โรค และแมลง การแผ้วถางป่าเพื่อการเพาะปลูก เนื่องจากไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ก่อให้เกิดภัยธรรมชาติที่ความเสียหายต่อเนื่องทั้งชีวิต และทรัพย์สินประชาชนจำนวนมาก ในแต่ละปี เช่น การเกิดแผ่นดินถล่มและน้ำท่วมพัดพาซุงลงจากที่สูงไปทับชาวบ้าน การเกิดภาวะอากาศแปรปรวน ฝนตกหรือฝนแล้ง ไม่เป็นไปตามฤดูกาลเป็นต้น ซึ่งการพิจารณาเจตนารมย์ของการบุกรุกของราษฎรผู้ยากไร้และกลุ่มนายทุนที่ร่ำรวย ก็ยังมีสองมาตรฐาน ทำให้เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายเกิดความสับสนและไม่อาจใช้วิจารณญาณในการเลือกปฏิบัติกับกลุ่มใดได้ และที่สำคัญที่สุดคือปัญหาด้านมวลชน ซึ่งเป็นปัญหาที่ข้าราชการไทยต้องใช้ความระมัดระวัง และใช้ศิลปะในการแก้ไขปัญหา

การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่มีความสำคัญสูงในไอซ์แลนด์เพื่อเศรษฐกิจและสังคม

การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่มีความสำคัญสูงในไอซ์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่พื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่บนแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติของประเทศ เศรษฐกิจที่สำคัญและมีความสำคัญสูงคือการจับปลาหรือทำประมงและการส่งออกอาหารทะเล การทำประมงทางทะเลก็เป็นแหล่งที่สำคัญของเศรษฐกิจเท่าๆกับความสำคัญของสิ่งแวดล้อมระบบโควต้าในการจับปลา จำกัดการอนุญาตให้จับปลาในระดับที่ควบคุมด้วยนักวาริชศาสตร์ว่าสามารถใช้ประโยชน์จากการจับปลาได้มากน้อยแค่ไหนตามระเบียบวาระโลกไอซ์แลนด์เป็นประเทศที่มีเสียงเข็งกร้าวในการต่อสู้เพื่อต่อต้านมลพิษในมหาสมุทร น้ำในไอซ์แลนด์เป็นหนึ่งในประเทศที่มีน้ำสะอาดที่สุดในโลกและไอซ์แลนด์ยังมีบทบาทสำคัญใน การอภิปรายนานาชาติในเรื่องของการต่อต้านมลสารที่อาจะเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตแม้ไอซ์แลนด์จะมีชื่อเสียงด้านความสวยงามทางธรรมชาติ แต่ก็ยังมีบางพื้นที่ที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญในไอซ์แลนด์อย่างหนึ่งคือการสูญเสียความคงตัวโดยเป็นผลมาจากอิทธิพลของการกัดกร่อนของลม บริการการอนุรักษ์ดินในเขตไอซ์แลนด์ ได้แก้ปัญหาการพังทลายขอ

ในไอซ์แลนด์มีเพียงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 7 สายพันธุ์ คือ หมาป่า กวางเรนเดียร์ มิงค์ หนูสีน้ำตาล หนูดำ หนูนาและหนูบ้าน กวางเรนเดียร์ถูกนำเข้ามาจากนอร์เวย์ในศตวรรษที่ 18 และปัจจุบันกวางเรนเดียร์ก็อาศัยอยู่เป็นกลุ่มทางตะวันออกเฉียงหนือของประเทศ ม้าของไอซ์แลนด์มีความพิเศษเพราะตัวจะเล็กแต่ก็มีความสง่างาม และด้วยลักษณะพิเศษของลักษณะการวิ่ง 5 แบบของมัน และนอกจากนั้น ยังมีการเพาะพันธุ์สุนัขเลี้ยงแกะเฉพาะถิ่น คือ มีขนหนาปกคลุมตามธรรมชาติ ส่วนการผสมพันธุ์แกะนั้นจะปล่อยให้เล็มหญ้าอย่างอิสระอยู่บนภูเขาในช่วงฤดูร้อน ส่วนการทำปศุสัตว์นั้นค่อนข้าง ไอซ์แลนด์เปรียบเหมือนสวรรค์สำหรับนักดูนก มีรังของนกถึง 78 สายพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในไอซ์แลนด์ และยังมี เป็ดเอเดอร์ ห่าน นกหยี่ยวฟัลคอลพันธุ์หายาก นกนางนวลอาร์คติก นกสโนว์บันติ้ง และนกแกนเนต ซึ่งเป็นนกที่พบได้ทั่วไปที่ไอซ์แลนด์ และมีประมาณ 2-3 พันธุ์ที่ลักษณะคล้ายนกพัฟฟินมีจำนวนประชากรนกประมาณ 5-6 ล้านตัว ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีมากที่สุดในไอซ์แลนด์ นกสายพันธุ์ที่หายากที่สุดคือ สายพันธุ์ออสปเรย์ ซึ่งมีจำนวนเพียง 100 ตัวเท่านั้น ตามชายฝั่งทะเลจะพบกับนกทะเลอาศัยอยู่มากมาย เช่น กิลลีมอท ราซอร์บิลส์ ฟัลมาร์ คอร์มอร์เรนท์ แกนเนต นกนางนวลและนกพัฟฟิน เป็นพันๆตัว

เศรษฐกิจและการพัฒนาของไอซ์แลนด์

ไอซ์แลนด์มีชื่ออย่างเป็นทางการว่าสาธารณรัฐไอซ์แลนด์ (Republic of Iceland) เป็นประเทศในทวีปยุโรป ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ ระหว่างกรีนแลนด์ นอร์เวย์ และสหราชอาณาจักร โดยอยู่ใต้เส้นอาร์กติกเซอร์เคิล อันเป็นจุดเหนือสุดที่มีโอกาสไม่เห็นพระอาทิตย์ขึ้น

ไอซ์แลนด์เป็นเกาะที่มีพื้นที่มากที่สุดเป็นอันดับสองของยุโรป รองจากเกาะบริเตนใหญ่ (Great Britain) โดยมีพื้นที่ประเทศรวม 103,000 ตารางกิโลเมตร มีชายฝั่งยาว 4,970 กิโลเมตร ระยะทางใกล้ที่สุดไปยังประเทศอื่นๆ คือ 287 กิโลเมตรถึงกรีนแลนด์, 798 กิโลเมตรถึงสกอตแลนด์ และ 970 กิโลเมตรถึงนอร์เวย์ เมืองหลวงของไอซ์แลนด์คือเรคยาวิก (Reykjavik) จัดว่าเป็นเมืองหลวงที่อยู่ใกล้ขั้วโลกเหนือที่สุด

ด้วยที่ตั้งห่างไกลจากประเทศอื่นๆ สภาพภูมิประเทศอันเป็นที่สูง คุกรุ่นด้วยความร้อนใต้พิภพและภูเขาไฟ ขณะเดียวกันก็มากมายด้วยธารน้ำแข็งและภูเขาน้ำแข็ง แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว อีกทั้งยังมีสภาพภูมิอากาศหนาวเหน็บแทบทั้งปี ไอซ์แลนด์จึงมีประชากรอาศัยอยู่ไม่มากนัก (ประมาณ 300,000 คน) เมื่อเทียบกับพื้นที่แล้ว ถือว่ามีประชากรเบาบาง ทว่าก็เป็นประเทศที่ได้รับการจัดอันดับว่ามีการพัฒนาสูงระดับต้นๆ ของโลก

ไอซ์แลนด์อยู่ภายใต้การปกครองของเดนมาร์กหลังการแยกตัวของสหภาพเดนมาร์ก-นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ได้รัฐธรรมนูญใหม่ในปี พ.ศ. 2417 ปีที่เฉลิมฉลองหนึ่งสหัสวรรษการตั้งถิ่นฐานในไอซ์แลนด์ รัฐธรรมนูญใหม่นี้ให้ไอซ์แลนด์มีอำนาจในกิจการภายใน มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้งในปี พ.ศ. 2447 ซึ่งให้อำนาจปกครองตัวเองกับไอซ์แลนด์ ไอซ์แลนด์ได้เป็นรัฐเอกราชในปี พ.ศ. 2461 โดยมีพระมหากษัตริย์แห่งเดนมาร์กเป็นประมุข โดยไอซ์แลนด์ยังให้เดนมาร์กจัดการกิจการต่างประเทศและการป้องกันประเทศให้ หลังจากเยอรมนียึดครองเดนมาร์กในปี พ.ศ. 2483 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง อัลทิงกิจึงตัดสินใจบริหารการต่างประเทศเองและประกาศนโยบายเป็นกลาง แต่ก็ถูกฝ่ายสัมพันธมิตรยึดครองในเวลาต่อมา โดยเริ่มต้นเป็นกองทัพสหราชอาณาจักร และต่อมาเป็นกองทัพสหรัฐอเมริกา ฝ่ายสัมพันธมิตรคงกองกำลังในไอซ์แลนด์จนกระทั่งจบสงคราม ไอซ์แลนด์ประกาศเป็น สาธารณรัฐในปี พ.ศ. 2487 มี สเวน ปีเยิร์นสซอน (Sveinn Björnsson) เป็นประธาธิบดีคนแรก ไอซ์แลนด์เป็นสมาชิกรุ่นก่อตั้งขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจยุโรป (ปัจจุบันคือองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา) และนาโต ไอซ์แลนด์ทำข้อตกลงทางกองทัพกับสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2494 โดยให้สหรัฐตั้งฐานทัพในไอซ์แลนด์ ซึ่งคงอยู่จนถึงปี พ.ศ. 2549 ไอซ์แลนด์เกิดความขัดแย้งหลายครั้งกับสหราชอาณาจักรในเรื่องการขยายน่านน้ำประมงของไอซ์แลนด์ในช่วงปี พ.ศ. 2501 2515 และ 2521 รู้จักกันในชื่อสงครามปลาคอด (Þorskastríðin; Cod War) ไอซ์แลนด์เข้าร่วมสมาคมการค้าเสรียุโรปและเป็นสมาชิกก่อตั้งของเขตเศรษฐกิจยุโรป

การใช้ระบบบริหารงานคุณภาพสินค้าตามมาตรฐาน ISO

การผลิตสินค้าหรือบริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า

ซึ่งความต้องการของลูกค้าจะเป็นกรอบกำหนดระบบคุณภาพขององค์การทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนั้นการบริหารคุณภาพจะมุ่งสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าเป็นสำคัญ โดยมีการตรวจสอบ การวัด และการทดสอบที่มุ่งจะควบคุมวัตถุดิบ กระบวนการ และการกำจัดสาเหตุของข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการทั้งหมด การควบคุมคุณภาพเน้นการตรวจสอบและแยกแยะของดีและของเสียออกจากกัน โดยระบุเป็นร้อยละของของเสียที่พบจากล็อตการผลิต เพื่อควบคุมมิให้ของเสียมีมากเกินกว่าที่กำหนดและในปัจจุบันการควบคุมคุณภาพมุ่งเน้นที่ของเสียต้องเป็นศูนย์

การจัดการคุณภาพสินค้า เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสองกลุ่ม คือลูกค้าและเจ้าของผลิตภัณฑ์ โดยทั้งสองฝ่ายจะทำความตกลงกัน โดยลูกค้าจะพิจารณาเรื่องลักษณะสินค้า ราคาที่สามารถซื้อได้ และเวลาที่ส่งมอบ ในทางตรงกันข้าม เจ้าของผลิตภัณฑ์ต้องจัดหาทรัพยากรที่เป็นปัจจัยนำเข้า ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ แรงงาน เครื่องจักร และเงิน เพื่อนำมาผลิตให้มีสินค้าตามที่ลูกค้าต้องการในต้นทุนที่ดี ไม่ขาดทุน และจัดส่งให้ลูกค้าได้ทันเวลา โดยไม่เสียค่าปรับ ซึ่งปัญหาส่วนมากในระบบของซัพพลายเชนจะเกิดจากปัจจัยภายนอก ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม การเมือง คู่แข่ง ลูกค้า ผู้ขายปัจจัยการผลิต จึงเกิดการจัดเก็บสินค้าคงคลังเพื่อรองรับระบบคุณภาพ

การนำระบบบริหารงานคุณภาพตามมาตรฐาน ISO 9000 : 2000 มาเป็นแนวทางการบริหารงานองค์กรนั้น องค์กรต้องมีความพร้อมในปัจจัยการบริหารงานทุกด้านได้แก่ ปัจจัยโครงสร้างพื้นฐาน ปัจจัยด้านเทคโนโลยี ปัจจัยด้านบุคลากร และระบบการบริหารที่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น องค์กรยังต้องตระหนักว่า บุคลากรทุกระดับเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าและมีความสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายหลักขององค์กร ซึ่งความสำเร็จขององค์กรคือความสามารถสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้มากที่สุด และเมื่อลูกค้าเกิดความพึงพอใจก็ทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นองค์กร ใช้หรือซื้อผลิตภัณฑ์ขององค์กรอย่างต่อเนี่อง สร้างความมั่นคงให้เกิดขึ้นกับองค์กร

การปรับปรุงคุณภาพ

เป็นการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาคุณภาพขององค์การ จะต้องดำเนินงานอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ด้วยความรอบคอบและความเข้าใจในข้อจำกัดของสถานการณ์ โดยผู้พัฒนาคุณภาพจะต้องศึกษา วิเคราะห์ และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นตามหลักเหตุผล และหลักการทางวิทยาศาสตร์ โดยพยายามหาวิธีการที่เรียบง่าย แต่มีประสิทธิภาพที่สุดมาใช้ในการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาผลงาน ซึ่งต้องดำเนินงานผ่านการบริหาร การฝึกอบรม และการเสริมแรงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สมาชิกทุกคนมีจิตสำนึก มีความมุ่งมั่น และต้องการมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพในทุกระดับ