การใช้ระบบบริหารงานคุณภาพสินค้าตามมาตรฐาน ISO

การผลิตสินค้าหรือบริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า

ซึ่งความต้องการของลูกค้าจะเป็นกรอบกำหนดระบบคุณภาพขององค์การทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนั้นการบริหารคุณภาพจะมุ่งสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าเป็นสำคัญ โดยมีการตรวจสอบ การวัด และการทดสอบที่มุ่งจะควบคุมวัตถุดิบ กระบวนการ และการกำจัดสาเหตุของข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการทั้งหมด การควบคุมคุณภาพเน้นการตรวจสอบและแยกแยะของดีและของเสียออกจากกัน โดยระบุเป็นร้อยละของของเสียที่พบจากล็อตการผลิต เพื่อควบคุมมิให้ของเสียมีมากเกินกว่าที่กำหนดและในปัจจุบันการควบคุมคุณภาพมุ่งเน้นที่ของเสียต้องเป็นศูนย์

การจัดการคุณภาพสินค้า เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสองกลุ่ม คือลูกค้าและเจ้าของผลิตภัณฑ์ โดยทั้งสองฝ่ายจะทำความตกลงกัน โดยลูกค้าจะพิจารณาเรื่องลักษณะสินค้า ราคาที่สามารถซื้อได้ และเวลาที่ส่งมอบ ในทางตรงกันข้าม เจ้าของผลิตภัณฑ์ต้องจัดหาทรัพยากรที่เป็นปัจจัยนำเข้า ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ แรงงาน เครื่องจักร และเงิน เพื่อนำมาผลิตให้มีสินค้าตามที่ลูกค้าต้องการในต้นทุนที่ดี ไม่ขาดทุน และจัดส่งให้ลูกค้าได้ทันเวลา โดยไม่เสียค่าปรับ ซึ่งปัญหาส่วนมากในระบบของซัพพลายเชนจะเกิดจากปัจจัยภายนอก ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม การเมือง คู่แข่ง ลูกค้า ผู้ขายปัจจัยการผลิต จึงเกิดการจัดเก็บสินค้าคงคลังเพื่อรองรับระบบคุณภาพ

การนำระบบบริหารงานคุณภาพตามมาตรฐาน ISO 9000 : 2000 มาเป็นแนวทางการบริหารงานองค์กรนั้น องค์กรต้องมีความพร้อมในปัจจัยการบริหารงานทุกด้านได้แก่ ปัจจัยโครงสร้างพื้นฐาน ปัจจัยด้านเทคโนโลยี ปัจจัยด้านบุคลากร และระบบการบริหารที่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น องค์กรยังต้องตระหนักว่า บุคลากรทุกระดับเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าและมีความสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายหลักขององค์กร ซึ่งความสำเร็จขององค์กรคือความสามารถสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้มากที่สุด และเมื่อลูกค้าเกิดความพึงพอใจก็ทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นองค์กร ใช้หรือซื้อผลิตภัณฑ์ขององค์กรอย่างต่อเนี่อง สร้างความมั่นคงให้เกิดขึ้นกับองค์กร

การปรับปรุงคุณภาพ

เป็นการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาคุณภาพขององค์การ จะต้องดำเนินงานอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ด้วยความรอบคอบและความเข้าใจในข้อจำกัดของสถานการณ์ โดยผู้พัฒนาคุณภาพจะต้องศึกษา วิเคราะห์ และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นตามหลักเหตุผล และหลักการทางวิทยาศาสตร์ โดยพยายามหาวิธีการที่เรียบง่าย แต่มีประสิทธิภาพที่สุดมาใช้ในการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาผลงาน ซึ่งต้องดำเนินงานผ่านการบริหาร การฝึกอบรม และการเสริมแรงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สมาชิกทุกคนมีจิตสำนึก มีความมุ่งมั่น และต้องการมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพในทุกระดับ

ประเทศไอร์แลนด์มีเศรษฐกิจที่เจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว

ไอร์แลนด์ หรือสาธารณรัฐไอแลนด์ เป็นหนึ่งในสมาชิกของสหภาพยุโรปที่ห่างไกล ออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือในโพ้นทะเล ซึ่งโอบล้อมด้วยมหาสมุทรแอตแลนติก และทะเลไอร์แลนด์ ตั้งอยู่บนเกาะไอร์แลนด์ โดยมีอาณาเขตพื้นที่ครอบคลุมประมาณ 5 ใน 6 ของพื้นที่บนเกาะ ส่วนที่เหลือ 1 ใน 6 นั้น เรียกว่าไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรบริเตนใหญ่ หรือเรียกสั้นๆ ว่า สหราชอาณาจักร แต่ถึงอย่างไร ประเทศไอร์แลนด์ก็จัดอยู่ในกลุ่มที่ใช้สกุลเงินยูโร เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ในเครือสหภาพยุโรป

สาธารณรัฐไอร์แลนด์มีประชากรที่เบาบาง เพียงแค่ประมาณ 4 ล้านกว่าคนเท่านั้น จึงทำให้ระบบการศึกษามีอยู่ 3 ระดับชั้น คือ ระดับประถมศึกษา, ระดับมัธยมศึกษา และระดับอุดมศึกษา ซึ่งการศึกษาส่วนใหญ่อยู่ภายใต้แนวทางของรัฐบาล โดยเด็กทุกคนจะต้องได้รับการศึกษาภาคบังคับระดับ 3 ปี แรกของมัธยมศึกษา หรือมัธยมต้น ซึ่งจะต้องมีอายุไม่เกิน 18 ปี

ภูมิอากาศของประเทศไอร์แลนด์ ได้รับอิทธิพลจากกระแสน้ำอุ่นกลัมฟ์สตรีม จึงส่งผลให้อากาศภายในประเทศไม่มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง โดยอากาศในฤดูหนาวก็ไม่หนาวจัด หากเทียบกับประเทศอื่นๆ ในยุโรป ซึ่งอุณหภูมิอยู่ที่ 2-7 องศาเซลเซียส ส่วนฤดูร้อนอากาศก็เย็นสบาย มีอุณหภูมิอยู่ที่ 18-25 องศาเซลเซียส สภาพอากาศโดยรวมของประเทศจะครึ้มฟ้า ครึ้มฝน และมีฝนตกปรอยๆ ตลอดปี ส่งผลให้อากาศเย็นสบาย

ในปัจจุบัน ประเทศไอร์แลนด์มีเศรษฐกิจที่เจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว รวมถึงระบบของการศึกษาด้วยเช่นกัน โดยมีสถานศึกษาเกิดขึ้นมากมายหลายแห่ง ทั้ง สถาบันเทคโนโลยี มหาวิทยาลัย และวิทยาลัยเอกชน ซึ่งล้วนแต่ปกครองตนเอง โดยที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การบริหารจากทางรัฐบาล แต่ก็ยังได้รับเงินสนับสนุนจากทางรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง ยังได้รับการต้อนรับอย่างเป็นมิตรจากเจ้าบ้าน จึงเป็นที่สนใจของนักศึกษาจากทั่วโลก ที่ต้องการศึกษาต่อในต่างแดน

สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไอร์แลนด์ก็ไม่น้อยหน้าชาติใดในโลก ถึงแม้ว่าจะเป็นประเทศที่ไม่ค่อยใหญ่โตนัก หากได้มีโอกาสไปเยือนแล้วล่ะก็ ต้องไปที่นี่ก่อนเลยละกัน

Glendalough (เกล็นดาล็อค) ได้ชื่อว่าเป็นสถานที่ที่ได้รับความนิยมสุดๆ ในอุทยานแห่งชาติ วิก โลว์ เมาน์เทนส์ พาร์ค (Wicklow Mountains National Park) โดยได้รับฉายาว่าเป็น “หุบเขาสองทะเลสาบ” เพราะขึ้นชื่อระบือนาม จากความงดงามของธรรมชาติที่มีทะเลสาบแฝดอยู่ท่ามกลางขุนเขา เป็นสถานที่ที่อุดมไปด้วยความสมบูรณ์ของธรรมชาติ แหล่งโบราณคดี และอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งประวัติศาสตร์ ที่สามารถสัมผัสได้ตลอดทางเดินลัดเลาะไปตามแนวฝั่งทะเลสาบ ทั้ง โบสถ์เก่าแก่หลายแห่ง หอคอยโบราณ ป้อมหิน ฯลฯ

การพัฒนาความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไอซ์แลนด์

index

เกาะไอซ์แลนด์ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ ถัดลงมาทางใต้เล็กน้อยจากอาร์กติกเซอร์เคิล ไอซ์แลนด์ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของยุโรปเหนือ ไม่ใช่อเมริกาเหนือ โดยเป็นเกาะที่มีพื้นที่มากที่สุดเป็นอันดับสองของยุโรปรองจากบริเตนใหญ่

ไอซ์แลนด์เป็นผืนดินที่ยังใหม่ โดยไอซ์แลนด์ตั้งอยู่บนจุดร้อนไอซ์แลนด์และสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งเป็นแนวแผ่นเปลือกแยกตัวระหว่างแผ่นทวีปอเมริกาเหนือและแผ่นทวีปยูเรเชีย ไอซ์แลนด์มีภูเขาไฟมากกว่าร้อยแห่ง หลายแห่งยังคงคุกรุ่นอยู่ เช่น ภูเขาไฟเฮกลา (Hekla) ซึ่งปะทุครั้งล่าสุดในปี พ.ศ. 2543 ปัจจัยเดียวกับที่ทำให้เกิดภูเขาไฟนี้ ยังทำให้ไอซ์แลนด์มีแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพสูง ไอซ์แลนด์มีแหล่งน้ำพุร้อนจำนวนมาก และยังได้ไฟฟ้าพลังน้ำด้วย ไอซ์แลนด์ครอบครองเกาะซึร์ทเซย์ ซึ่งขึ้นมาจากเหนือน้ำทะเลหลังการระเบิดของภูเขาไฟใต้ทะเลในปี พ.ศ. 2506

สภาวะทางเศรษฐกิจ
1. การพัฒนาความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไอซ์แลนด์ดำเนินไปในลักษณะเช่นเดียวกับการพัฒนาเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย คือ เป็นระบบทุนนิยม โดยมีระบบสวัสดิการที่ครอบคลุมแม้กระทั่งสวัสดิการที่อยู่อาศัย การกระจายรายได้อย่างค่อนข้างเท่าเทียมกัน การให้ความสำคัญแก่การค้าเสรี และการมีอัตราการว่างงานที่ต่ำ
2. ไอซ์แลนด์ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจยุโรปรุนแรงในช่วงปี 2551 และกลายเป็นประเทศตะวันตกประเทศแรกที่เข้าขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจาก IMF นับตั้งแต่ปี 2515 แต่เศรษฐกิจกลับฟื้นและเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปลายปี 2553 ประชาชนเริ่มมีความมั่นใจในภาวะเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น จับจ่ายใช้สอยสินค้าและบริการที่ทำขึ้นภายในประเทศมากขึ้น
3. ไอซ์แลนด์มีระดับมาตรฐานการครองชีพที่นับว่าสูงที่สุดประเทศหนึ่งในโลก แหล่งรายได้ที่สำคัญของไอซ์แลนด์ คือ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและประมง โดยประเทศที่เป็นเป้าหมายส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ สหราชอาณาจักร เยอรมนี สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นและเดนมาร์ก ส่วนประเทศที่นำเข้าสินค้าจากไอซ์แลนด์ที่สำคัญ ได้แก่ เยอรมนี นอร์เวย์ สหราชอาณาจักร เดนมาร์ก ระบบเศรษฐกิจของไอซ์แลนด์จึงขึ้นอยู่กับการค้าระหว่างประเทศเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงราคาของการซื้อขายปลาระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ไอซ์แลนด์มีนโยบายสนับสนุนการส่งออกกระแสไฟฟ้าพลังน้ำและที่ได้รับความร้อนจากใต้ดิน (Geothermal and hydropower) ซึ่งคาดว่าในอนาคตจะเป็นแหล่งที่มาของรายได้เข้าประเทศที่สำคัญอีกสาขาหนึ่ง

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐไอซ์แลนด์ด้านเศรษฐกิจ ในปี 2556 การค้ารวมระหว่างไทยกับไอซ์แลนด์มีมูลค่า 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 2) ไทยส่งออก 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 8.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้า 2.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ชุมชนชาวไทยในไอซ์แลนด์ มีชาวไทยอาศัยอยู่ในไอซ์แลนด์ประมาณ 1,062 คน ส่วนใหญ่จะเป็นสตรีไทยที่สมรสกับชาวไอซ์แลนด์ ซึ่งประกอบอาชีพแม่บ้านและรับจ้าง (แรงงานไทยส่วนใหญ่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ปลา) ขณะนี้มีวัดไทย 1 แห่ง

พื้นฐานเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมหลักของไอซ์แลนด์

ไอซ์แลนด์ มีชื่อทางการคือ สาธารณรัฐไอซ์แลนด์ เป็นประเทศนอร์ดิกในยุโรปเหนือ ตั้งอยู่บนเกาะในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ระหว่างกรีนแลนด์ นอร์เวย์ และสหราชอาณาจักร มีเมืองหลวงคือเรคยาวิก

เศรษฐกิจและคมนาคม

แผนที่แสดงเส้นทางของถนนวงแหวนพื้นฐานเศรษฐกิจของไอซ์แลนด์เป็นรูปแบบทุนนิยม แต่ก็สนับสนุนรัฐสวัสดิการอย่างกว้างขวาง ลักษณะเดียวกับประเทศนอร์ดิกอื่นๆ ไอซ์แลนด์มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อประชากร (GDP per capita) ในระดับสูง ไอเอ็มเอฟประเมินจีดีพีต่อประชากรที่ราคาปัจจุบัน (nominal) ของปี พ.ศ. 2550 ที่ 62,976 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (อันดับที่ 4 ของโลก)[15] และจีดีพีต่อประชากรเทียบด้วยกำลังซื้อ (PPP) ที่ 41,680 ล้านดอลลาร์สากล (อันดับที่ 5 ของโลก)[16] นอกจากนี้ไอซ์แลนด์ยังมีความเท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจสูง โดยมีดัชนีจีนีเท่ากับ 25 จากข้อมูลของซีไอเอ

อุตสาหกรรมหลักของไอซ์แลนด์คืออุตสาหกรรมประมง โดยสินค้าทะเลมีมูลค่าการส่งออกปีละประมาณ 1.2 แสนล้านโครนาไอซ์แลนด์ จากมูลค่าการส่งออกทั้งหมดสามแสนล้านในปี 2550[18] สินค้าส่งออกสำคัญอื่นๆ ได้แก่อะลูมิเนียม เฟร์โรซิลิคอน ดินเบา และผลิตภัณฑ์จากสัตว์[1] มีประเทศคู่ค้าส่งออกที่สำคัญคือเนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และสเปน ไอซ์แลนด์มีสินค้านำเข้าสำคัญคือเครื่องจักร ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม อาหาร และสิ่งทอ โดยประเทศคู่ค้านำเข้าสำคัญคือสหรัฐอเมริกา เยอรมนี สวีเดน เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ 70% ของแรงงานในไอซ์แลนด์ทำงานในภาคการบริการ

ความสัมพันธ์ด้านการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ไอซ์แลนด์ดำเนินไปด้วยความราบรื่นทั้งในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี ไทยและไอซ์แลนด์มีความเห็นสอดคล้องและร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในกรอบการดำเนินงานในองค์การระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความสนับสนุนของไอซ์แลนด์ต่อผู้สมัครของไทยในเวทีระหว่างประเทศต่างๆ

การส่งออก สินค้าออกสำคัญของไทย คือ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน อาหารทะเลกระป่องและแปรรูป ตาข่ายจับปลา ข้าว เครื่องกีฬาและเครื่องเล่นเกมส์ เป็นต้น

การนำเข้า สินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งแปรูป เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องเพชรพลอย อัญมนี เงินแท่งและทองคำ เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ สัตวืและผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เป็นต้น

ธุรกิจแฮนด์เมดในปัจจุบัน เริ่มได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น

imสินค้าแฮนด์เมด มีความแตกต่างจากสินค้าที่จำหน่ายทั่วไป ในเรื่องของขั้นตอนการผลิตที่ทำหรือประดิษฐ์ด้วยมือ ซึ่งถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของสินค้า โดยในการผลิตสินค้าแฮนด์เมดจะมีขั้นตอนที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อน และความประณีตเป็นอย่างมาก ซึ่งไม่สามารถผลิตได้จากกรรมวิธีที่ใช้เครื่องจักร สินค้าแฮนด์เมดที่นิยมผลิตและจำหน่ายในตลาดมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งในรูปแบบของสินค้าแฟชั่น เช่น การปักหรือเพ้นท์ลวดลายลงบนเสื้อผ้า กระเป๋าใส่ของ เครื่องประดับต่างๆ และ รูปแบบสินค้าที่เป็นของใช้และของประดับตกแต่งบ้าน เช่น ปลอกหมอน ที่รองแก้ว และโมบาย เป็นต้น ปัจจุบันตลาดสินค้าแฮนด์เมด มีจำหน่ายอย่างแพร่หลายทั้งในห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ตลาดนัดสุดสัปดาห์ แหล่งศูนย์รวมสินค้าแฟชั่นและของตกแต่งบ้าน ตลอดจน ตลาดนัดที่กระจายตามแหล่งชุมชนต่างๆ หากจำแนกความแตกต่างของตลาดตามลักษณะสินค้า

เดี๋ยวนี้ ด้วยความสามารถของเทคโนโลยี เราสามารถผลิตสินค้า ไม่ว่า กระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องประดับ ได้แค่กดปุ่มเท่านั้น ทำให้ออกมาทันกับความต้องการของผู้บริโภค ทีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ก็เพราะความที่ทำออกมาได้ปริมาณเยอะๆ ทำให้มีราคาที่ถูกลงกว่าแต่ก่อนมาก เป็นประโยชน์กับผู้บริโภคให้ได้ใช้สินค้าในราคาที่ถูกลง

ด้วยการแข่งขันทางธุรกิจเพื่อต้องการได้มาร์เก๊ตแชร์เพิ่มขึ้น ก็ต้องพยายามลดต้นทุนให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ได้ผลกำไรมากที่สุด นั่นก็คือได้ส่วนแบ่งตลาดมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

ซึ่งสินค้าอุตสาหกรรม จึงแพร่หลายไปได้อย่างรวดเร็วในประเทศต่างๆ ซึ่งโรงงานของโลกที่ใหญ่ที่สุด ก็คือ ประเทศจีน ทำสินค้าได้ตั้งแต่ถูกยันแพง ตอบสนองความต้องการของนักธุรกิจได้ทั่วโลก ในราคาที่ถูก ทำให้สินค้าจีนจึงเข้าไปแทรกอยู่ได้ในทุกๆประเทศ ในไทยเอง สินค้าที่ทำในจีน มีอยู่มากกว่า 80% โดยประมาณ ไปที่ไหนต่อไหน หรือไปเที่ยวต่างประเทศ เราก็จะซื้อสินค้าจากจีนกลับมากันโดยมากจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม จึงเกิดคำว่าเกร่อมากขึ้น

ในต่างประเทศ หรือแม้แต่ในไทยเอง จึงเริ่มกลับมานิยมสินค้าที่ไม่ได้มาจากอุตสาหกรรมมากขึ้น ที่รู้จักกัน ก็คือ สินค้าแฮนด์เมด ที่แปลว่า การทำสินค้าจากมือ โดยไม่ได้ผ่านกระบวนการผลิตอันทันสมัย

ข้อดีของงานแฮนด์เมด ก็คือ มีความเป็นเอกลักษณ์ โดดเด่น ไม่เหมือนใคร อยู่ที่จินตนาการของช่างฝีมือ
ข้อเสียของงานแฮนด์เมด ก็คือ ไม่ทันใจ ใช้เวลานานในการทำมาก คิดสภาพย้อนกลับไปสมัยที่ยังไม่มีเครื่องจักร ทุกอย่างก็ต้องทำด้วยมือทั้งสิ้น

แต่ที่เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆในต่างประเทศ เช่น อเมริกา อังกฤษ นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เกาหลี เยอรมัน และในอีกหลายๆประเทศนั้น ก็เพราะเดี๋ยวนี้ งานแฮนด์เมดเปลี่ยนไปจากรูปแบบดั้งเดิม ที่มีเพียงอุปกรณ์ไม่กี่ชิ้น มาเป็นการประยุกต์ โดยใช้การออกแบบเข้าไป บวกกับเครื่องมือพื้นฐาน เช่น จักรเย็บผ้า กระดานตัดเย็บ อุปกรณ์ช่วยเพิ่มเติม ทำให้ผลงานที่ออกมา มีความทันสมัย รวดเร็วมากขึ้น แต่ได้ความเป็นยูนีค ไม่เหมือนใคร

หลายๆประเทศ ได้หันกลับมาสู่รากเหง้าของตนเอง ได้ฟื้นเอางานทำมือของตนเองขึ้นมา แล้วทำเป็นจุดขายในการท่องเที่ยว เช่น พิพิธภัณฑ์แฮนด์เมดของอียิปต์ เป็นต้น